
ในกระบวนการผลิต อัตราการผลิตจะถูกวัดเป็นหน่วยต่อชั่วโมง สำหรับการฆ่าเชื้อรองเท้าแล้ว ไม่สามารถใช้วิธีการประมวลผลแบบดั้งเดิมได้ เพราะ UVC จำเป็นต้องอยู่ในกระแสการไหลของอากาศตลอดเวลา คำถามที่มักเกิดขึ้นก็คือ จะทำอย่างไรให้สามารถฆ่าเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ให้เกิดอุปสรรคต่อกระบวนการผลิต?
สิ่งสำคัญคือการกำหนดปริมาณพลังงานที่ใช้ นั่นคือ จำนวนไมโครจูลต่อตารางเซนติเมตรบนพื้นผิว ไม่ใช่แค่การเปิดหลอดไฟเท่านั้น
ประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อของ UVC ขึ้นอยู่กับความยาวคลื่น 254 นาโนเมตร และรูปแบบของแสงที่ถูกส่งออกมา เราใช้หลอดไฟกำมะถันที่มีความดันต่ำ พร้อมกับซิลิกาควอตซ์ที่มีความบริสุทธิ์สูง และตัวสะท้อนแสง เพื่อให้แสงสามารถตกกระทบบนพื้นผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความเข้มของแสงจะคงที่ เพราะมีการปรับค่าอิมพีแดนซ์ของหลอดไฟให้เหมาะสม ทำให้ปริมาณแสงที่ออกมาอยู่ในช่วง ±2% ตลอดช่วงเวลาการทำงาน
สิ่งนี้มีความสำคัญมาก เพราะการฆ่าเชื้อจะเกิดขึ้นตามหลักการของปริมาณพลังงานที่ส่งเข้าไป หากความเข้มของแสงลดลง 10% ก็จะต้องเพิ่มเวลาการสัมผัสกับแสงเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งจะส่งผลต่ออัตราการผลิต อายุการใช้งานของหลอดไฟอยู่ที่ 8,000–9,000 ชั่วโมง และมีการควบคุมการเสื่อมสภาพของหลอดไฟอย่างดี นอกจากนี้ เรายังกำหนดให้มีการใช้งานโดยไม่มีก๊าซโอโซนในพื้นที่ที่มีผู้คนอยู่ด้วย
เหตุผลที่วิธีนี้ใช้ได้ดีกับรองเท้าก็เพราะวัสดุต่างๆ เช่น พลาสติก โฟม กาว และชิ้นส่วนที่ถูกขึ้นรูปมานั้น ไม่มีพื้นผิวที่เรียบเสมอกัน เราจึงออกแบบระบบแสงให้สามารถส่งแสงไปยังบริเวณต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถฆ่าเชื้อได้อย่างสม่ำเสมอ โดยไม่มีสารเคมีตกค้าง และมีความร้อนที่เกิดขึ้นน้อยมาก
ความเข้มของแสงที่คงที่ช่วยให้กระบวนการผลิตมีความแม่นยำมากขึ้น อายุการใช้งานของหลอดไฟที่ยาวนาน และตัวสะท้อนแสงที่มีประสิทธิภาพ ช่วยลดความจำเป็นในการบำรุงรักษาและการใช้ชิ้นส่วนสำรอง นอกจากนี้ การใช้พลังงานก็สามารถคาดการณ์ได้ ซึ่งช่วยให้การวางแผนด้านค่าใช้จ่ายและการจัดการความร้อนเป็นไปได้ง่ายขึ้น
ในทางปฏิบัติ หลอด UVC ต้องอยู่ในตำแหน่งที่มีทัศนวิสัยที่ดี และมีการป้องกันที่เหมาะสม แสงที่มาจากอุปกรณ์หรือรูปร่างของผลิตภัณฑ์อาจทำให้เกิดบริเวณที่ได้รับแสงไม่เพียงพอ ดังนั้น การปรับตำแหน่งของอุปกรณ์และความสะอาดของตัวสะท้อนแสงจึงมีความสำคัญมาก
ควรนำหลอด UVC มาวางไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสมตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้ระยะเวลาที่แสงสัมผัสกับผลิตภัณฑ์เหมาะสมกับปริมาณพลังงานที่ต้องการ นอกจากนี้ ควรมีการควบคุมการเสื่อมสภาพของหลอดไฟผ่าน PLC เพื่อให้มั่นใจว่าปริมาณแสงที่ออกมาจะอยู่ในระดับที่เหมาะสมตลอดเวลา